เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3/3
เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3/3
เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3/3 เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3/3ฟ้าจรดทราย เรื่องย่อ จากบทประพันธ์ชื่อดังของ โสภาค สุวรรณ เป็นละครที่มีการเตรียมการณ์แบบมาราธอนอีกเรื่องหนึ่งสำหรับวิก 7 สี ทีวีเพื่อคุณ และดาราวิดีโอฯ เตรียมนำมาลงจอให้ชมโดยบทพระเอกเป็นพระเอกเมียสวยอย่าง ”ตุ้ย” ธีรภัทร์ สัจจกุล ประกบ ”ขวัญ” อุษามณี ไวทยานนท์ฟ้าจรดทราย ช่อง 7
ฟ้าจรดทราย บทประพันธ์ โสภาค สุวรรณ
ฟ้าจรดทราย บทโทรทัศน์
ฟ้าจรดทราย ค่ายดาราวิดีโอ
ฟ้าจรดทราย นำแสดงโดย
ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล ในละครฟ้าจรดทราย
ขวัญ อุษามณี ในละครฟ้าจรดทราย
เอมี่ มรกต กิตติสาระ ในละครฟ้าจรดทราย
มิเชลล์อึ้งไป แล้วทูลถามด้วยท่าทีหวั่นๆ “ถ้าหม่อมฉันกราบทูลว่ามี"
“เราจะไม่ขัดขืนใจเจ้า แต่เจ้าต้องแต่งงานกับชายนั้นใน 7 วันข้างหน้า ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม" องค์ประมุขตรัสอีก
มิเชลล์อึกอัก “เอ้อ..เป็นการลงโทษหรือเพคะที่ปฏิเสธพระองค์"
องค์อาหเม็ดยิ้ม สุรเสียงเฉียบขาด “แน่นอน"
มิเชลล์คิดวุ่นวายนึกไม่ออก “หม่อมฉันจะต้องทูลเดี๋ยวนี้หรือเพคะ"
“คนรักของเธอมีหลายคนรึ จึงตัดสินใจไม่ได้" องค์อาหเม็ดตรัส
“เอ้อ…หม่อมฉันจะต้องเลือกดู..ว่า ว่าใครเหมาะสมที่สุด" มิเชลล์ละล่ำละลักหนัก “แต่…"
ทีแรกองค์อาหเม็ดทียิ้มออก แล้วกลับต้องชะงัก “แต่อะไร"
มิเชลล์สบตา กราบทูลตรงๆ “หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจกว้างที่จะยอมรับสภาพสภาพสนมที่ถูกทอดทิ้งเดียวดาย…ยามสามีไม่ปรารถนา"
“เรารักเจ้า…" พระองค์จับมือมิเชลล์ สายพระเนตรหวานซึ้ง “เราปรารถนาเจ้า"
“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเป็นที่สุดเพคะ"
องค์อาหเม็ดปล่อยมือ เซ็งเล็กน้อย “เลิกพูดเป็นทางการแบบนั้นเสียทีเถอะ"
มิเชลล์จนมุม พยายามหาทางออก “องค์อาหเม็ด หม่อมฉัน…หม่อมฉันขอประทานเมตตาสักครั้งเพคะ" พร้อมกันนั้นมิเชลล์รีบคุกเข่าลงทันที
องค์อาหเม็ดอึ้งไป “อะไรอีกล่ะ"
มิเชลล์เว้าวอนด้วยดวงตาน่าสงสาร “ได้โปรดประทานเวลาให้หม่อมฉันสัก…สัก 3 วันเถิดเพคะ"
องค์พระประมุขแห่งฮิลฟาราผงะ “เพื่ออะไรกัน" น้ำเสียงขุ่น ไม่พอใจ
มิเชลล์รีบอธิบาย “หม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์ไม่โปรดฝืนใจสตรี พระกรุณาธิคุณในข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนับตั้งแต่หม่อมฉันเหยียบย่างมาที่นี่ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงปรารถนาจะขอเวลาเพื่อตัดสินใจว่าจะสนองพระราชประสงค์ของพระองค์หรือไม่"
องค์อาหเม็ดทอดถอนพระทัย ดำเนินไปที่หน้าต่าง “การรอคอย…ช่างทรมานจริงๆ 3 วันเท่านั้นนะ"ต่อมาไม่นานชารีฟเดินนำมิเชลล์มาตามทางเดินออกจากวัง เพื่อมาขึ้นรถ
พระสุรเสียงขององค์อาหเม็ดดังก้องในหูชารีฟ
“อีก 3 วัน เจ้าไปรับนางมาหาเราอีก ชารีฟ"
“พระเจ้าค่ะ"จู่ๆ ชารีฟก็ถามขึ้น “เหตุใดต้องอีก 3 วัน"
มิเชลล์หยุดกึก หันมามองเผชิญหน้า เอาผ้าปิดหน้าออก “ฉันทูลขอเอง ฉันต้องการเวลาตัดสินใจ"
ชารีฟจ้องหน้ามิเชลล์ และมิเชลล์ก็จ้องตาตอบชารีฟ
“ฉันหวังว่าอาจมีปาฏิหาริย์ หรือมีใครมาช่วยฉัน หรือ…" มิเชลล์ถอนใจยาวหนักหน่วง “ให้องค์อาหเม็ดลืมเลือนเรื่องนี้ไป"
“หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" ชารีฟบอก
“ท่านราชองครักษ์ ท่านจะช่วยฉันเหมือนที่ท่านช่วยไม่ให้ฉันโดนประหารได้หรือไม่"
“ฉันไม่ช่วย เพราะนี่ไม่ใช่การประหาร"
มิเชลล์จ้องหน้าชารีฟนิ่งๆ สายตาเขานิ่งๆ อ่านไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร สักครู่ก็หันกลับเดินไป หยิบผ้าปิดหน้าสองคนอยู่รถที่แล่นไป เลี้ยวเข้าทางขึ้นตำหนักของโอมาน ชารีฟนั่งหน้า มิเชลล์นั่งหลัง มีผ้าปิดหน้าเรียบร้อย หน้าเคร่งขรึม
ชารีฟมองไปข้างนอกอย่างสนใจ เห็นทหารยืนรักษาการของโอมาน ล้วนเป็นชายผิวดำ หน้าเหี้ยม แต่งชุดดำ คาดเอวด้วยหนังสีดำ เหน็บมีดพื้นเมือง ยืนเหมือนรูปปั้น ตามรายทาง ชารีฟมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดที่ตึกสีเหลือง ซึ่งเป็นที่อยู่ของชารีฟ เป็นตึกหลังเล็กๆ ล้อมรอบด้วยต้นปาล์ม ชารีฟ การิม และนายทหารทหารองครักษ์ในสังกัดอีก 4 คน หารือกันอยู่ในห้องหนึ่ง
“เจ้าชายโอมานตั้งทหารกองใหม่อีกแล้วใช่มั้ย การิม" ชารีฟเปิดประเด็นเรื่องคาใจ
“ครับ ท่านราชองครักษ์ สดๆร้อนๆ เมื่อสองวันที่แล้วนี้เอง"
“องค์อาหเม็ดบ่นพึมพำว่าทหารกองนี้แปลกดี มีแต่พวกผิวดำ ชื่อกองอะไรนะการิม"
“ชื่อกองรักษาการณ์และลาดตระเวนในทะเลทรายครับ" การิมบอก
“ชื่อกองแปลกกว่า รักษาการณ์กับลาดตระเวน ทำไมมาอยู่ด้วยกันแล้วไม่เห็น ทำอะไรนอกจากอารักขาวังของเจ้าชายโอมาน"
“ขึ้นอยู่กับพระองค์โดยตรง วันนี้อาจสั่งให้ไปรักษาการณ์ พรุ่งนี้สั่งให้ไปลาดตระเวนในทะเลทราย ก็ได้มั้งขอรับ" การิมท้วง
“เออ..เข้าท่า แล้วถ้ามะรืนนี้สั่งให้ไปสอดแนมตามกรมกองอื่นๆ ชื่อก็ต้องเป็น กองรักษาการณ์และลาดตระเวนในทะเลทรายและสอดแนมกองอื่นๆ"
การิมหัวเราะเบาๆ
“ยาวได้อีกเป็นวาเลยผู้กอง" ชารีฟเย้า
“ครับ…ยาวได้อีกเป็นวา"
“กำลังจะกบฏ….ราชบังลังก์อยู่แล้ว ยังมามัววุ่นวายเรื่องตั้งกองทหาร" ชารีฟตั้งข้อสังเกต
“ท่าน…ท่านไม่คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือครับ"
“คิดสิ…ทำไมฉันจะไม่คิด ใครอยากให้มีกบฏเล่า”
การิมท้วง “แต่สุ้มเสียงของท่าน ฟังธรรมดา”
“จะให้ทำเสียงยังไง แบบในหนังเหรอการิม ไหนเจ้าลองทำซิ…เจ้าชายโอมานกำลังจะกบฏ"ขณะเดียวกันในห้องประทับของเจ้าหญิงฟารีดา โอมานเสียงดังมาก พอรู้เรื่องจากฟารีดา
“อะไรนะ..เจ้าพูดว่าอะไร ฟารีดา"
“มิเชลล์ไปเฝ้าองค์อาหเม็ดแล้วเพคะ
โอมานตบโต๊ะเปรี้ยง “เธอรู้เห็นเป็นใจให้ไปใช่มั้ย"
“ถึงหม่อมฉันจะไม่รู้เห็นเป็นใจให้นางไป หม่อมฉันจะขัดพระทัยองค์อาหเม็ดได้หรือเพคะ"
โอมาน งุ่นง่านมาก เดินไปเดินมา
“แล้วรู้รึเปล่าล่ะ ว่ามันจะมีลูกตั้ง 6 คน"
“ใช่ ใครๆ ก็รู้กันทั้งราชสำนัก"
โอมาน กรากเข้ามาที่ฟารีดาทันที จับไหล่ 2 ข้างบีบแรงๆ แล้วเขย่าจนฟารีดาหัวสั่นหัวคลอน ฟารีดานิ่งอึดไม่พูดสักคำ
โอมานเขย่าจนหนำใจแล้ว เหวี่ยงฟารีดาไปหมอบกับพื้น เจ้าหญิงฟารีดาหมอบนิ่งรับชะตากรรม นัยน์ตามองไปข้างหน้า ความร้าวรานใจลึกในใบหน้า
“โง่ โง่บัดซบ โอกาสของตัวมีที่จะเป็นราชินี ยังไม่รู้จักยับยั้งสกัดกั้นขวากหนาม"
ฟารีดา นิ่งอึดอัดยิ่งนัก
“คอยดูแล้วกัน ถึงเวลาแล้ว หรือแม้ยังไม่ถึง เราก็ไม่รออีกต่อไป"
สีหน้าฟารีดาตื่นตกใจ นัยน์ตาตระหนกมาก
“มือของเราทั้งสองมือนี้แหละ จะฝืนโชคชะตาของฮิลฟาราเอง"ฟารีดาสะอื้นเต็มแรง ด้วยตระหนักว่าเลือดกำลังจะนองทั่วฮิลฟาราภายในห้องของตึกเหลือง มีเพียงแสงไฟดวงเดียวส่องลงไปบนโต๊ะ ที่มีกระดาษแผนที่ และกระดาษแผนการต่างๆ ทั้งหมดอันมี ชารีฟ การิม และนายทหาร 4 นาย ท่าทีเข้มแข็งองอาจ ประชุมกันต่อชารีฟพูดหน้าตาคร่ำเคร่ง ทุกคนฟัง การิมถามบ้างเป็นบางครั้งที่สงสัย
ในที่สุดทุกคนทำท่ารู้แผนการหมดแล้ว
“เจ้าชายโอมานได้ทุกอย่างเท่าเทียมองค์อาหเม็ดหรืออาจจะมากกว่า เหตุใดจึงทรงทะเยอะทะยานไปมากกว่านี้ให้จารึกความอัปยศไว้ในประวัติศาตร์ของฮิลฟาราทำไม" การิมคาใจนัก
“พระเจ้าตาของโอมานขึ้นเรื่องอำนาจในแคว้นชายแดนเล็กๆ เพราะฆ่าพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง"
การิมหน้านิ่งสนิทไปเลย
“จัดทหารหน่วยราชองครักษ์เต็มรูปแบบเข้าอารักขาตำหนักขององค์อาหเม็ดตลอดเวลา นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"จากนั้นไม่นาน ทั่วเขตพระราชฐาน วังองค์อาหเม็ด มีการสับเปลี่ยนกองทหารองครักษ์ ซึ่งเป็นอย่างเข้มแข็ง สวยงาม น่าดูยิ่งมิเชลล์กลับห้องรับรองที่พัก ครุ่นคิดหนัก ไตร่ตรองกับตัวเองวันต่อมามิเชลล์เล่นเพลงพิณอยู่ในสวนสวย วังเจ้าหญิงฟาริดา อะมีนาฟังอยู่ด้วย มิเชชล์บรรเลงด้วยสีหน้านิ่งเรียบเฉย ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ นางกำนัลคอยดูแลอยู่ไม่ไกลนัก
“วันนี้ครูเล่นเพลงเศร้ามากค่ะ…ทำไมคะ" อะมีถาม
มิเชลล์ยิ้มน้อยๆ “อะมีนาเธอเป็นคนฉลาด ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่รู้"
อะมีนามองมิเชลล์นิ่งๆ แล้วสายตาเปลี่ยนเป็นเห็นใจ “อะมีนาไม่รู้จริงๆ ค่ะ ทำไมล่ะคะครู ทำไมครูถึงไม่ปราถนาตำแหน่งที่ผู้หญิงทั้งฮิลฟาราปราถนา"
“ประเพณีของฉัน ครอบครัว ต้องมีสามีคนเดียวและภรรยาคนเดียว" มิเชลล์บอกหนักแน่น
“จริงหรือคะครู"
“จริง"
“โอ…แปลกจริงค่ะ เป็นไปได้ยังไงค่ะ"
“ไม่แปลกหรอกอะมีนา ประเพณีของชนชาติต่างๆ ไม่เหมือนกัน ทุก ประเพณีมีที่มาที่ไปของมัน ประเทศของเธออยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้ชาย ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง ผู้ชายปกปักรักษาเลี้ยงดูผู้หญิงเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย"
“ประเพณีของครูล่ะคะ"
“ประเทศของฉัน ผู้หญิงผู้ชายเท่ากัน"
“เท่ากัน โอ…เป็นไปไม่ได้"
“เป็นอย่างนั้นอะมีนา ผู้ชายไม่ได้เลือกภรรยาฝ่ายเดียว ผู้หญิงก็เลือกสามีเหมือนกัน เมื่อแต่งงานแล้ว สามีภรรยามีสิทธิ์มีหน้าที่เท่ากันในครอบครัว"
อะมีนาสงสัยอีก “เช่นอะไรหรือคะครู"
“เช่น ผู้หญิงอาจจะทำงานหาเงิน ผู้ชายทำงานบ้านและเลี้ยงลูก"
อะมีนาตาโตเป็นไข่ห่าน
“ทั้งสองฝ่ายต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ถ้าใครนอกใจมีคนอื่นถือว่าผิดประเพณีอย่างแรง อีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้"
อะมีนาฉงน “เป็นประเพณีที่แปลกมาก"
“ทุกประเพณี เป็นไปตามประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ"
“ถ้าอย่างนั้น…ครูจะต้องตัดสินใจยังไงหรือคะ"
ชารีฟยืนฟังอยู่หลังพุ่มไม้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ตัดสินใจอย่างไรน่ะหรือ"
ชารีฟเดินออกไปทันที เหมือนไม่อยากฟังคำตอบ
“ท่านราชองครักษ์" อะมีนาเห็นรีบลุกขึ้นยืน หน้าตายิ้มแย้ม
“อะะมีนา…" ชารีฟมองอย่างรู้กัน
อะมีนามองตอบแบบเดียวกัน
“ฝากความระลึกถึงพ่อเจ้าด้วย"
“เจ้าค่ะ ท่านราชองครักษ์ พ่อส่งข่าวว่า…" อะมีนามีสีหน้าลึกซึ้ง เป็นนัย ขณะบอก “หมู่นี้ลมแรงเหลือเกิน พ่อจะหลบลมเข้ามาที่ฮิลฟาราไม่ช้านี้ค่ะ"
“เราจะคอย" คารมชารีฟช่างคมคายนัก
อะมีนายิ้มกับมิเชลล์แล้วไป
“ฉันจะมาบอกว่า พรุ่งนี้จะมารับไปเฝ้าองอาหเม็ด" ชารีฟบอก
“ฉันทราบแล้วค่ะ ท่านไม่ต้องลำบากมาบอกด้วยตัวเอง"
“ฉัน…..เต็มใจที่จะลำบาก"
มิเชลล์สบตา รู้สึกประทับใจมาก ชารีฟบอกต่อ
“เพราะมันเป็นหน้าที่…ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร"
มิเชลล์เหมือนค้อนนิดๆ เมินไปทางอื่น
ชารีฟมองมาสายตาคมกริบ มิเชลล์หันกลับมาสบตา
ชารีฟบอกอย่างรวดเร็ว “มาบอกเท่านี้" แล้วหันหลังกลับไปทันที
มิเชลล์ยืนอึ้ง ถ้อยคำเมื่อครู่ดังก้องขึ้นในหู
“มันเป็นหน้าที่…ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร"มิเชลล์เข้าเฝ้าในห้อง องค์อาหเม็ดถามทันที
“มาดมัวแซลเดอลาโรนีล์ มีคำตอบให้เราหรือยัง"
มิเชลล์ก้มหน้าคิดไตร่ตรองหนัก แล้วเงยหน้าสีหน้าตัดสินใจ “หม่อมฉันตัดสินใจแล้ว ว่าจะสนองพระกรุณาธิคุณ"
สีหน้าขององค์อาหเม็ด คลายจากยิ้มน้อยๆ เป็นสงบ นิ่งงัน ตรัสเสียงแผ่ว แต่ชัดเจน
“ทำไมถึงตัดสินใจตอบแทนเราด้วยชีวิตทั้งชีวิต"
มิเชลล์น้ำตามเต็มดวงตา “หม่อมฉันเปรียบเหมือนคนตายแล้วเมื่อออกจากเกซาห์ แต่ฟื้นได้อีกครั้งเพราะพระองค์ ชีวิตต้องตอบแทนด้วยชีวิตพระองค์ทรงมีพระคุณต่อหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีใครที่จะเดือดร้อนหากว่าหายสาปสูญ ถ้าปฏิเสธพระองค์ก็เท่ากับฆ่าตัวตายอีกครั้ง"
องค์อาหเม็ดเข้ามาตรงหน้า ประคอง 2 มือที่ใบหน้าสวย แล้วบรรจงจูบที่หน้าผากเบาๆ
“พรุ่งนี้เราจะเดินทางไป อิชฟาอัค เมื่อกลับมา เราจะให้พันเอกชารีฟเข้าไปรับเจ้า หวังว่าจะไม่มีการปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง"ขณะเดียวกันชารีฟยืนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ที่หน้าต่าง ตรงทางเดินหน้าห้อง ทันใดประตูห้องเปิดออกมา
ชารีฟชะงักหันขวับมา
มิเชลล์ก้าวออกมา มีผ้าคลุมหน้าเรียบร้อย องค์อาหเม็ดก้าวตามออกมา
ทหาร 2 คน ที่ยืนหน้าประตูถวายความเคารพ ชารีฟถวายการเคารพ
องค์อาหเม็ดตรัสกับชารีฟ “นำนางผู้นี้กลับไปที่ตำหนักเจ้าหญิงฟารีดาได้แล้ว ส่งหีบของขวัญตามไปมอบให้นางวันพรุ่งนี้ กลับจากอิชฟาอัคเราจะมีพิธีรับพระสนมคนใหม่ แจ้งให้ทราบทั่วกันด้วยนะชารีฟ"
ชารีฟโค้งรับนอบน้อม
องค์อาหเม็ดหันกลับมามองมิเชลล์อย่างรักใคร่ แล้วเดินมาใกล้ๆ
ชารีฟสำรวมหลบตาต่ำตลอด นัยน์ตาเหลือบมองแวบเดียว แล้วรีบกลับมามองต่ำอย่างเดิม อารมณ์อาวรณ์ และเสียดาย
องค์อาหเม็ดเสด็จเข้าห้องบรรทมแล้วชารีฟหันมามองมิเชลล์ สองคนสบตากันนิ่งนานชารีฟเดินตัวตรงคอตั้งลงบันไดมา คนขับรถไม่อยู่ตรงนั้น มิเชลล์เดินตามไปช้าๆ ชารีฟ เปิดประตูรถให้มิเชลล์ มองตรงไปข้างหน้า“ขอบคุณค่ะ"
ชารีฟยังคงไม่มองมา มิเชลล์ขยับตัวผ่านเข้ารถเห็นหน้าชารีฟนิ่งสนิท
จู่ๆ คนขับรถวิ่งมาจากแถวนั้น
มิเชลล์มองชารีฟที่ก้มตัวลงปิดประตู เหลือบเข้ามองมิเชลล์ที่กำลังจ้องอยู่ นัยน์ตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ เห็นนัยน์ตามิเชลล์ลางๆ ภายใต้ผ้าคลุม
รถแล่นออกช้าๆ ชารีฟนั่งอยู่ด้านหน้าส่วนที่คฤหาสน์ท่านเศรษฐีแห่งเมืองเกซาห์เช้าวันต่อมา แม่แคชฟียานั่งสวดมนต์เสร็จลง ลุกขึ้น หันมา
ท่านเศรษฐีเดินคอตกเข้ามาหา
“มีอะไรหรือท่าน"
“ข่าวจากอิชา..บอกว่า..มิเชลล์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนางสนมคนใหม่จะมีพิธีแต่งตั้งอีก 4 วัน"
“พระอัลลอห์ช่วย"
“ทางในวังบอกว่า..นางนั่นเอง..คือหญิงที่โหรหลวงไดทำนายไว้…"
เมียท่านเสรษฐี หน้าหมองเศร้าลงทันที เมื่อคิดถึงลูกสาวสุดสวาท
แคชฟียาเปิดประตูเข้ามาอย่างเต็มแรง เรียก “ท่านแม่…" เสียงดังก้อง
“อะไรกันลูกแม่ตกใจหมด"
“มีข่าวของมิเชลล์จากฮิลฟาราแล้วใช่มั้ย ท่านแม่"
“ก็ มีแล้ว"
“ทำไมท่านแม่ไม่บอกลูก ข่าวสำคัญอย่างนี้ไม่รู้หรือว่าลูกคอย…"
“ลูกอย่าสนใจมิเชลล์อีกต่อไปเลยนะลูก ส่งนางไปแล้วนางจะไปได้ดีหรือตกทุกข์ ก็ไม่ต้องสนใจ แคชฟียาลูกแม่ ต่อไปถ้าคู่รักชาวฝรั่งเศสของลูกทำตัวดีๆ คุณพ่ออาจจะยอม"
แคชฟียามีสีหน้าครุ่นคิด “ไม่ต้องพูดถึงมันไอ้คนใจ…" คิดแล้วตัดสินใจพูด “สัตว์…เลว"
แม่ถอนหายใจยาว
“ข่าวของมิเชลล์เป็นยังไงคะ"
แม่อึกอัก
“ท่านแม่บอกลูกมาเดี๋ยวนี้"
“มิเชลล์กำลังเป็นนางสนมคนใหม่"
แคชฟียาช็อก นิ่งเป็นหินไปอึดใจ แล้วกรี๊ดเสียงดังมาก กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก เสียงดังโหยหวนไปทั่วทั้งคฤหาสน์แคชฟียาวิ่งเตลิดออกมา ปากก็ยังกรี๊ดๆ
“แคชฟี่.. ลูกแม่…" แม่ทำมืออ้อนวอน “หยุดก่อน"
แคชฟียาหันมา “ทำไมต้องหยุด จะไปฆ่านังมิเชลล์"
แม่ตกใจตาเหลือก พ่อกุมอก ตกใจ
“อุตส่าห์พามาทำงาน อยู่สุขสบาย มีทุกอย่าง เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวจัดให้เต็มที่ ชุดสวยๆของลูกให้มันใส่ตลอด รักมันแค่ไหน มันทรยศได้ยังไง"
“แต่ลูกส่งเขาไปเองนะ" แม่ท้วง
“ก็มันต้องตาย ทำไมมันถึงได้ดีเป็นสนมคนใหม่ล่ะ"
“เป็นพระประสงค์ แคชฟี่ เป็นพระประสงค์"
“ไม่จริง มันไปหว่านเสน่ห์ คนอย่างมันโปรยเสน่ห์ไม่เลือกว่าเป็นใคร คู่รักของลูกมันยังเอาไป"
“อะไรนะ ลูกพูดว่าไง" แม่ตกใจ
“โรแบร์…โรแบร์ของลูกมันก็แย่งไปไม่คิดเลยว่าเป็นผัวเพื่อน"
ผู้เป็นแม่จะเป็นลม ตกใจมาก ท่านเศรษฐีรับภรรยาไว้ทัน
แคชฟียาร้องไห้…เสียงดังขึ้น…ดังขึ้น “โรแบร์ โรแบร์"
“แคชฟี่ พูดอะไรออกมา ใครเป็นสามี" ท่านเศรษฐีเกรี้ยวกราด
“ทำไม ฟังไม่ได้เลยหรือพ่อท่าน ส่งลูกไปเรียนฝรั่งเศสปารีสนะ มันเป็นดินแดนของความรักพ่อแม่ไม่รู้หรือ แล้วดูลูกพ่อ สวยใช่มั้ย ลูกเป็นดอกไม้นะพ่อ ดอกไม้ที่สีสวย กลิ่นหอม แล้วยังร่ำรวยด้วย คิดว่าจะแห้งแล้งไม่มีใครสนเหรอ" แคชฟียาพูดใส่หน้าบิดา
“มีคู่รักได้ แต่ทำไมต้องมีผัว" พ่อไม่พอใจมาก
“แหมพ่อเจ้าขา คู่รักกับผัวก็เหมือนกันแหละค่ะ ไม่เห็นเหรอคนที่รีบแต่งงานน่ะท้องทุกคน บรรดาลูกสาวของเพื่อนพ่อ ไม่ท้องเขาก็ยังไม่แต่ง"
“อีลูกเลว นอกคอก ชั่วที่สุด พระเจ้าจะลงโทษแก"
“พ่อ อย่าแช่งลูก"
“แกจะได้รับโทษอย่างสาสม"
“พ้อ… อย่า…อย่า"
ท่านเศรษฐีตั้งตาแช่ง ภรรยาก็ห้ามไม่กยุด แคชฟียาหัวเราะท้าทาย ออกอาการจิตหลอนเล็กๆ บรรยากาศอลเวงอลหม่าน ด้วยทุกคนเล่นบทบาทของตน แต่ไม่มีใครฟังใครเย็นวันนั้น แคชฟียาไม่แต่งหน้า นั่งเศร้าซึม มีอาการทางจิตนิดหน่อยแล้ว ใบหน้าเศร้า แล้วเดี๋ยวคิดอะไรได้ก็ยิ้ม นัยน์ตาเหมือนเห็นโรแบร์ แต่เพิ่งเริ่มนิดๆเท่านั้น
ต่อมาไม่นาน แคชฟียาแต่งตัวสวยงามโอเว่อร์ ทั้งกระโปรงบานแปดชั้นปักเลื่อม เกล้าผมเป็นช่อๆ วิจิตร
พิศดารทาเล็บๆ ละสี แต่งหน้าเข้ม นั่งโทรศัพท์ด้วยโทรศัพท์เก่าๆ เจ๊งๆ สายขาดห้อยร่องแร่ง
แคชฟียาทำเสียงอ่อนเสียงหวาน หัวเราะคิกคัก “ไม่ได้หรอกจ้ะ โรแบร์ ก็บอกแล้วไงล่ะ ว่าแคชฟียาไม่ว่าง..แคชฟียาต้องเข้าเรียนตอนบ่ายโมงจ้ะพรุ่งนี้เราค่อยเจอกันนะ ฮิๆๆ" แคชฟี่หัวเราะคิกคัก
แม่ยืนหน้าหมองจัดมองดูลูกสาว แล้วหันมาทางท่านเศรษฐี สบตาสามี ท่านเศรษฐีแห่งเกซาห์กลั้นความรู้สึกเต็มที่ขบกรามแน่น
“อะไรนะ ไม่อยากมาเจอฉัน ทำไมล่ะโรแบร์..ทำไม" แคชฟียาร้องไห้ออกมาทันที เสียงสั่น น้ำตาไหลพรากผู้เป็นแม่ ก้มหน้าต่ำ น้ำตาหยด เงียบๆ
ท่านเศรษฐีจะเดินไปหาแคชฟียา ภรรยาจับแขนไว้ส่ายหน้า
“ทำไมลูกสาวเราต้องเป็นอย่างนี้"
“เป็นพระประสงค์ของพระอัลเลาะห์"คืนนั้น คนขับรถเปิดรถให้ มิเชลล์ลงจากรถ เดินขึ้นบันไดตำหนักเจ้าหญิงฟารีดา
เสียงชารีฟดังขึ้น “ไม่รอปาฏิหาริย์แล้วรึ"
มิเชลล์หยุด แล้วค่อยๆ หันมา สบตากันอย่างแรง สายตาชารีฟ ฉายชัดว่าลึกๆ เสียดาย คอยคำตอบมองจ้อง
“ตอนที่ฉันพูดถึงปาฏิหาริย์ ฉันรู้แล้วว่าไม่มี"
“องค์อาหเม็ดไม่บังคับคุณแน่นอน ฉันรู้ว่าทรงย้ำถามเธอว่า เต็มใจรึเปล่า"“ใช่ และฉันก็ทูลว่าฉันเต็มใจ"ใบหน้าหล่อเข้มของชารีฟนิ่งสนิท แต่นัยน์ตาจ้องมองมิเชลล์ลึกซึ้ง“คุณอาจอยากจะรู้เหตุผล หรืออาจไม่อยากรู้ แต่ฉันจะบอก"
นัยน์ตาชารีฟบอกว่ากำลังฟัง
“ถ้าฉันปฏิเสธ ฉันคงถูกส่งกลับฝรั่งเศส ฉันไม่อยากกลับไปฝรั่งเศสฉัน ไม่อยากอยู่ฝรั่งเศส แต่ถ้าถามว่าฉันจะไปไหนฉันกับบอกไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปไหน สุดท้ายฉันไม่อยากใช้นามสกุล เดอลาโรนีล์ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับสกุลอันยิ่งใหญ่ของพ่อ"
“เธอจะเอานามสกุลนี้ไปทิ้งเสียที่ไหน" ชารีฟถาม
“นั่นสิ" มิเชลล์หัวเราะหยัน ขื่นขมนิดๆ
“ใครๆ ก็อยากขึ้นชื่อว่าเป็นสมาชิกของสกุลที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวยมีชื่อเสียงทั้งสิ้น ร็อคกี้เฟลเลอร์ เคนเนดี้ ฮิลตัน แวนเดอร์บิลท์ รวมทั้ง เดอลาโรนีล์ของเธอ" ชารีฟว่า
“ฉันจะนามสกุลอะไรก็ได้ ขอให้คนนามสกุลนั้นยอมรับว่าฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่ง"
“เธอนามสกุลเดอลาโรนีล์ โดยสิทธิ์ของเธออย่างสมบูรณ์ บิดากับมารดาของเธอตั้งครอบครัวขึ้นด้วยความรักต่อกัน เขาทั้งสองต้องรักกันอย่างมาก เขาถึงฝ่ากำแพงประเพณี ยอมถูกประณามและรังเกียจจากญาติพี่น้องและเมื่อเธอเกิดมาเขาต้องรักเธอมาก เพราะเธอคือพยานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขา เธอเกิดมาในโลกนี้ด้วยความยินดีของเขาทั้งสองคน ถ้าเธอยังจำได้เธอคงยังรู้สึกอุ่นในอ้อมแขนของพ่อของแม่"
สีหน้ามิเชลล์ปวดร้าว กัดฟัน กลั้นน้ำตาเต็มที่
“จำได้มั้ยความรู้สึกยามที่แม่กอดเธอ"
“คุณจะพูดทำไม ฉันไม่มีแล้วอ้อมกอดนั้น" มิเชลล์สุดกลั้น สะอื้นเฮือกใหญ่
“เธอจะมีได้ยังไง ในเมื่อเขาตายแล้วทั้งสองคน" ชารีฟบอก
มิเชลล์ร้องไห้ทันที “ทำไมคุณต้องพูดจาทำร้ายจิตใจฉันด้วย…ทำไม"
“ถ้าฉันไม่พูดอย่างนั้น พ่อแม่เธอจะยังมีชีวิตอยู่เหรอ"
มิเชลล์ถอนสะอื้นอย่างรุนแรง
“มันคือความจริง พ่อแม่เธอตายแล้ว สิ่งที่ไม่ตาย คือ ความรักของเขาต่อเธอ เธอจะต้องแคร์คนอื่นทำไม"
“ท่านไม่รู้หรอก เพราะท่านไม่เจออะไรอย่างที่ฉันเจอ ท่านไม่เคยเจอสายตาของพี่น้องที่มองท่านอย่างคนแปลกหน้า ไม่เคยเจอปู่กับย่าที่พูดโดยไม่มองหน้า" มิเชลล์ทำเสียงเลียนแบบที่ย่าพูดในวันที่ไปพบพร้อมกับโซฟี อาสะใภ้ “เราไม่เคยรับเธอเป็นหลาน ที่ให้ใช้นามสกุลเพราะเป็นกฎหมาย ตระกูลเดอลาโรนีล์ไม่เคยมี ลูกผสมปะปนโดยเฉพาะคนต่างศาสนา เราบริจาคเงินให้คอนแวนต์ เพื่อวิณญาณของปิแอร์เท่านั้น ปิแอร์พ่อของฉัน สุดท้ายปู่ก็บอกว่า…เป็นอันว่ารู้เรื่องกันแล้ว ไม่ต้องพบกันอีก" มิเชลล์พูดเร็วโดยไม่ติดขัด
ชารีฟนิ่งอึ้ง
“น่าแปลกที่ฉันจำคำพูดนั้นได้ทุกคำ ทั้งๆที่ฉันน่าจะลืม"
ชารีฟพูดไม่ออก
มิเชลล์หันมาทางชารีฟ น้ำตาแห้งแล้ว พูดเสียงกลั้นหัวเราะ “ท่านเชื่อมั้ยคะ เคยมีคนถามฉันตรงๆ เลยว่า ฉันนามสกุลเดอลาโรนีล์แน่หรือ ทำไมนัยน์ตาสีน้ำตาล ทำไมผมสีน้ำตาลดำ เดอลาโรนีล์ต้องตาสีฟ้าและก็ผมสีทอง"
“มิเชลล์ ฉันขอโทษ…"
“เห็นเหตุผลหรือยัง ว่าฉันยังไม่อยากย้อมผมสีทองและใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าไปตลอดชีวิตหรอก"
สองคนจ้องกันนิ่งนาน
คนหนึ่งเห็นใจ สงสาร เวทนา และเปลี่ยนเป็นให้กำลังใจ
อีกคนเสียใจ ท้อแท้ แต่รับรู้สายตาที่อบอุ่นและให้กำลังใจที่ทอดส่งมาซาฟีน่า หัวหน้าข้าหลวงเล่นพิณอยู่ในอุทยานตำหนักเจ้าหญิงฟารีดา นางข้าหลวง 3 – 4 ฟังอยู่ด้วยกัน มิเชลล์เดินเข้ามาหา ขอยืมพิณ
ครู่ต่อมาที่อีกมุมสนาม มิเชลล์เล่นพิณ เพลงหวานเศร้า อะมีนาฟังสีหน้าดื่มด่ำ
ชารีฟอัญเชิญหีบเครื่องเพชรมาจากกษัตริย์เดินมาตามทาง แว่วเสียงพิณหวานหวิวมา ชะงัก มองไปตามเสียง แล้วโผล่หน้าพ้นตรงมุมกอไม้ เห็นมิเชลล์นั่งเล่นพิณอยู่ท่ามกลางหมู่ทาส ดูงดงามเหมือนภาพในเทพนิยาย ชารีฟแอบมองตะลึง
มิเชลล์ เล่นเพลงพิณ อย่างเพลิดเพลิน ไม่รู้เรื่องราว ชารีฟมองอย่างเคลิบเคลิ้ม ทันใดมีเสียงกระแอมขัดขึ้น
ชารีฟหันไป เห็นซาฟีน่าจ้องเขม็ง เห็นนัยน์ตาแข็งกร้าวอยู่ภายใต้ผ้าคลุม
“คุณซาฟีน่า" ชารีฟทัก
“ท่านราชองครักษ์..อัญเชิญหีบพระราชทานมาแล้วรึเจ้าคะ"
มิเชลล์ได้ยิน หันมาชะงัก เห็นชารีฟรีบหยุดเล่น
พวกทาสหันมาเห็นชารีฟ รีบคลุมหน้าจ้าละหวั่น มิเชลล์คลุมหน้าตามช้าๆ ขณะมองชารีฟ
ชารีฟเดินมาโค้งเคารพ คุกเข่าลงเอาหีบวางตรงหน้า มิเชลล์จ้องหน้าชารีฟนิ่ง สายตาบอกอะไรหลายอย่าง
“หีบพระราชทานจากองค์อาหเม็ด" ชารีฟเสียงแผ่วเบาลง “สำหรับ…" สายตาหมองลงอีกนิดตอนเอ่ยคำว่า “วันถวายตัว" ออกมา
“เมื่อไหร่" มิเชลล์ถามเสียงแผ่วเบา
“วันเสด็จกลับจากอิชฟาอัค"
“ฉันถามว่าเมื่อไหร่คะ"
“จะเสด็จวันนี้ อีก 3 วัน เสด็จกลับ" ราชองครักษ์ยิ้มนิดๆ แต่สายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของมิเชลล์ “วันนั้นเวลา 4 ทุ่ม ฉันจะเข้ามารับเธอ เธอรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ"
ชารีฟลุกขึ้นทันที โค้ง แล้วเดินกลับ
มิเชลล์นั่งนิ่งสนิทเจ้าหญิงฟารีดาเปิดหีบออก ด้วยสีหน้าตื่นเต้น และพึงใจ
“อา…งามอะไรอย่างนี้"
ภายในหีบ มีชุดแพรสีเขียวไข่กา ปักเลื่อมลายทองเนื้อผ้าบางเบาพับอยู่ วางทับด้วยแหวนและชุดกำไลเครื่องประดับเพชรลูกน้ำสีชมพูอ่อน ฟารีดาเลื่อนหีบไปตรงหน้ามิเชลล์
“ครูจะต้องงดงามอย่างหาที่ติมิได้"
มิเชลล์เฉยเมย หน้าตาไม่รู้ร้อนหนาว
ฟารีดาเรียกซ้ำ “ครู…"
“หม่อมฉันจะได้สอนหนังสือเจ้าหญิงอีกมั้ยเพคะ" สายตามิเชลล์หมองจัดขณะจ้องหน้าถาม
“โถ…จะเป็นไปได้อย่างไร พระสนมจะมานั่งสอนหนังสือ มีแต่จะเพลิดเพลินอยู่ในวังใส่แต่เครื่องเพชรนิลจินดาที่จะพระราชทานอีกมากมายก่ายกอง ใส่วันละ 3-4 ชุดยังไม่ครบเลยมั้ง"
สายตามิเชลล์ ปวดร้าวนัก ไม่มีทางเลือก
“เสด็จอิชฟาอัคแล้ว อีก 3 วันก็เสด็จกลับ เจ้าชายอับดุลลาผู้ครองอิชฟาอัค เป็นหลานอาขององค์อาหเม็ด"วันต่อมา แม้พระราชวังอิชฟาอัค จะโอ่อ่า ใหญ่โต แต่ยังน้อยหากเทียบกับ พระราชวังฮิลฟารา
เจ้าชายอับดุลลา พระราชนัดดา รูปร่างผอมสูง ท่าทางไม่แข็งแรงนัก แต่หน้าตาแจ่มใส ดูเป็นคนซื่อสัตย์ และทหารชั้นผู้ใหญ่ยืนคอย องครักษ์และ ข้าราชการอื่นๆ จัดขบวนคอยรับเสด็จอยู่หน้าพระราชวังแห่งนี้ รถพระที่นั่งแล่นมา โดยมีรถตามขบวนเสด็จอีกหลายคัน
อับดุลลายิ้มแย้ม องค์อาหเม็ดเสด็จลงจากรถ ชารีฟอยู่หน้ารถรีบลงมาคอย
อับดุลลาซาลาม “สมเด็จอา หลานยินดีเหลือเกินพระเจ้าค่ะ"
“อับดุลลาหลานรัก"
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ"
องค์อาหเม็ดแตะไหล่เบาๆ มองนัยน์ตา “เรามีเรื่องจะพูดกันมาก" พูดแล้วลดเสียงลง “เรื่องสำคัญ"
อับดุลลาโค้งรับคำ
องค์อาหเม็ดหันมาสบตาราชองครักษ์ ชารีฟโค้งศีรษะนิดๆ องค์พระประมุขแห่งฮิลฟาราดำเนินไปกับอับดุลลา ชารีฟและคนอื่นๆ ตามระหว่างนี้ ไม่มีใครเห็นว่าข้าราชการคนหนึ่ง ที่เป็นสายลับของโอมาน เดินตามไปด้วย ลอบมองจับสังเกตทุกเหตุการณ์อ่านต่อ.. >> เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3/4เรื่องย่อฟ้าจรดทราย ฟ้าจรดทราย
ดูเพิ่มเติม ...
ดูข่าวสารอื่น ๆ ที่นี่ ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น